| |
ลักษณะพืชพรรณ

บนยอดดอย มีผืนป่าดิบดึกดำบรรพ์อันกว้างใหญ่สมบูรณ์ปกคลุม ซึ่งน้อยคนนักจะได้สัมผัสธรรมชาติที่แท้ของภูเขาที่สูงที่สุดของประเทศ ในอดีตมีเพียงเส้นทางเล็ก ๆ ตัดขึ้นไปสู่ป่าลึกอันชุ่มชื้นและหนาวเย็น จึงจะได้พบเห็นกล้วยไม้และพันธุ์ไม้ป่าที่สวยงามและหายากยิ่ง นับแต่รองเท้านารีอินทนนท์ที่ค้นพบเป็นแห่งแรกบนดอยนี้ เอื้องกำเบ้อ ซึ่งเป็นกล้วยไม้จำพวกซิมบิเดียม มีสีเหลืองทอง ยังมีกุหลาบพันปีที่มีลำต้นสูงใหญ่กว่ากุหลาบแดงบนภูหลวงและภูกระดึงมากมายนัก อีกทั้งดอกไม้ป่าอีกหลายชนิดที่ขึ้นดารดาษทั่วหุบเขา สลับกับพันธุ์ไม้จำพวกเฟิร์น ออสมันดา และอื่น ๆ

พื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ประกอบด้วยกลุ่มของสังคมพืชและป่าชนิดต่าง ๆ ทั้งที่อยู่ในสภาพดั้งเดิม ป่าที่ฟื้นตัวจากการถูกทำลาย และไร่ร้างต่าง ๆ แยกออกได้เป็น 6 ประเภท คือ
- ป่าเต็งรัง (Deciduous dipterocarp forest)
- ป่าเต็งรังผสมสนเขา (Pine-dipterocarp forest)
- ป่าสนผสมก่อ (Pine-oak forest)
- ป่าดิบเขา (Hill evergreen forest)
- ป่าเบญจพรรณ (Mixed deciduous forest)
- ป่าดิบแล้ง (Dry evergreen forest)
- ไร่ร้าง (Abandoned area)
 |
ป่าเต็งรัง (Deciduous dipterocarp forest) ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอย อินทนนท์ อาจจำแนกออกได้เป็นหลายชนิดย่อย (sub-types) ตามลักษณะของ สังคมพืชไม้ชนิดเด่นที่ขึ้นอยู่ เช่น ป่าไม้เต็ง ป่าไม้รัง ป่าไม้ก่อผสมไม้เต็งไม้รัง (dry oak-dipterocarp forest) ป่าไม้พลวง ป่าไม้เหียง ฯลฯ และคุณสมบัติของดิน ในป่าเหล่านี้ก็จะแตกต่างกันออกไปบ้าง ป่าเต็งรังในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จะพบตั้งแต่ชายขอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านลาดทิศตะวันออกของพื้นที่ อุทยานฯ ขึ้นไป ถึงพื้นที่ที่มีระดับความสูงประมาณ 700 เมตร หรือครอบคลุมพื้นที่ ประมาณ 52 ตร.กม. หรือประมาณ 11 % ของพื้นที่อุทยานฯ ทั้งหมด (ปิยฉัตร สำเภาลอย, 2536) |
 |
ป่าเต็งรังผสมสนเขา (Pine-dipterocarp forest) ป่าประเภทนี้ เป็นป่าที่มีสน สามใบและสนสองใบขึ้นปนกัน โดยมากมักพบในระดับความสูงประมาณ 700 ? 1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ปรากฏกระจายเป็นหย่อม ๆ อยู่โดยทั่วไป ทั้งทางด้านทิศตะวันตก ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทิศใต้และทิศตะวัน ออกเฉียงเหนือ ไม้ชั้นบนประกอบด้วยสนสามใบ สนสองใบ ไม้ชั้นกลาง ไม้ที่พบ ได้แก่ไม้ในป่าเต็งรังต่าง ๆ เช่น เต็ง (Shorea obtusa) พลวง (Dipterocarpus tuberculatus) ก่อแพะ (Quercus kerrii)เป็นต้น ไม้ชั้นล่างส่วนใหญ่เป็นแฝก และหญ้าคา |
 |
ป่าสนเขาผสมก่อ (Pine-oak forest) เป็นป่าที่พบในพื้นที่ที่มีระดับความสูง ประมาณ 800 ? 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง พบปรากฏกระจายอยู่ เป็นหย่อม ๆ ทางตอนกลางของพื้นที่และทางตอนใต้ ป่าประเภทนี้เป็นป่าที่เด่นแตก ต่างไปจากป่าชนิดอื่น ๆ คือ พันธุ์ไม้ชั้นบนเป็นสนสามใบล้วน ๆ มีเรือนยอดเด่น สูงกว่าเรือนยอดไม้ชนิดอื่น ๆ ไม้ชั้นล่างประกอบด้วย พันธุ์ไม้ที่พบทั้งในป่าเต็งรัง และป่าดิบเขา แต่ไม่มีไม้เต็งขึ้นปะปน มีไม้ก่อเป็นส่วนประกอบมากกว่า ปริมาณ สนสามใบจะผันแปรตามสภาพพื้นที่ พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ ก่อหยุม ก่อหัววอก หัวแหวน แข้งกวาง เม้าแดง เป็นต้น

|
 |
ป่าดิบเขา (Hill evergreen forest) เป็นป่าที่ปรากฏบนภูเขาสูงเป็นส่วนใหญ่ สามารถพบเห็นตั้งแต่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,000 เมตรขึ้นไป พบปรากฏอยู่ทางทิศตะวันตกของพื้นที่ และเรียงตัวตามแนวเหนือ ? ใต้ ครอบคลุม พื้นที่ประมาณ 67 ตร.กม. หรือประมาณ 14% ของพื้นที่อุทยานฯ ทั้งหมด (ปิยฉัตร สำเภาลอย, 2536) โดยมากเป็นป่าที่มีเรือนยอดเบียดกันหนาแน่น ลำต้นและกิ่งก้าน จะถูกปกคลุมด้วยมอส ไม่พบร่องรอยของไฟป่าเกิดขึ้นในป่าชนิดนี้ ดินในป่าลึกและ มีความชื้นสูง มีเศษไม้ ใบไม้ ปกคลุมผิวดินหนาและเป็นป่าที่มีอิทธิพลต่อการเพิ่ม ปริมาณน้ำในพื้นที่ ทั้งนี้เนื่องจากโดยทั่วไปแล้ว พื้นที่ป่าดิบเขาจะมีฝนตกเกือบ ตลอดทั้งปี และมีอุณหภูมิต่ำอยู่เสมอ จึงทำให้อากาศบริเวณดังกล่าวมีปริมาณ ไอน้ำสูง การคายระเหยน้ำสู่บรรยากาศมีน้อย อีกทั้งมีพืชปกคลุมดินหนาแน่น และดินน้ำซึมได้ดี จึงทำให้มีน้ำไหลบ่าผ่านหน้าดินน้อย สังคมพืชจะมีผสมกัน ระหว่างพืชในแถบอบอุ่น (temperate families) ได้แก่ พืชในวงศ์ก่อ (Fagaceae) วงศ์จำปีป่า (Magnoliaceae) วงศ์สารภีป่า (Theaceae) และวงศ์กุหลาบพันปี (Ericaceae) และพืชในเขตร้อน (tropicl families) (Robbins and Smitinand 1966) ได้แก่ พืชในวงศ์อบเชย (Lauraceae) นอกจากนั้นยังพบพืชพวกพืชเมล็ด เปลือย (Gymnosperm) หลายชนิดเช่น พืชในสกุลพญาไม้ (Podocarpus) สกุลมะขามป้อมดง(Cephalotaxus) และสกุลมะเมื่อย (Gnetum) พบสนสามใบ (Pinus kesiya) กระจายปนอยู่บ้างเฉพาะในบริเวณป่าดิบเขาระดับต่ำที่ระดับ ความสูงไม่เกิน 1,500 เมตร |
 |
ป่าผสมผลัดใบ (Mixed deciduous forest) เป็นป่าที่พบอยู่ทางทิศตะวันออก เฉียงเหนือและทิศตะวันออกเฉียงใต้ของพื้นที่ระดับความสูงตั้งแต่ 300 ? 700 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 181 ตร.กม. หรือประมาณ 38% ของพื้นที่อุทยานฯ ทั้งหมด (ปิยฉัตร สำเภาลอย, 2536)พันธุ์ไม้ที่พบ ได้แก่
ไม้ประดู่ (Ptercarpus macrocarpus) มะกอก (Spondias pinnata) ตะคร้อ (Schleichera oleosa) ตะโก (Dracontomelon dao) สมอพิเภก (Terminalia bellirica) ยมหิน(Acrocarpus fraxinifolius) ตะเคียนหนู (Anogeissus acuminata)เป็นต้น ในป่าชนิดนี้จะพบไม้ไผ่กระจายอยู่ทั่วไป เช่น ไผ่ไร่
ไผ่ซางนวล ไผ่บงไผ่รวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในป่าผสมที่เป็นแนวแคบ ตามสองข้าง ลำห้วย ซึ่งถือว่าเป็นป่าตามหุบเขา (gallery forest) |
 |
ป่าดิบแล้ง (Dry evergreen forest) เป็นป่าที่พบเป็นส่วนน้อยในอุทยานฯ พบอยู่ทางตอนกลางของพื้นที่และเรียงตัวตามแนวเหนือ ? ใต้ พบในพื้นที่ที่มีระดับ ความสูงตั้งแต่ 1,000 ? 1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง พันธุ์ไม้ประกอบไป ไม้วงศ์ไม้ยาง(Dipterocarpaceae) ได้แก่ ยางแดง (Dipterocarpus turbinatus) ยางขาว (D. alatus) ตะเคียนทอง (Hopea odorata) กระบาก (Anisoptera glabra) ตะแบกเลือด (Terminalia mucronata) แดง (Xylia kerrii) แดงน้ำ (Pimetia pinnata) หว้า (Evingia cumini) ก่อดำ (Lithocarpus truncatus) มะไฟ (Baccaurea ramiflora)และยมหอม (Toona ciliata) เป็นต้น |
 |
ไร่ร้าง (Abandoned area) ไร่ร้างส่วนใหญ่ พบที่ระดับความสูงประมาณ 1,000 ? 1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งเป็นบริเวณที่เคยเป็นป่าดิบเขา มาก่อน บริเวณนี้เป็นบริเวณป่าดิบเขาที่ระดับต่ำ มีหมอกปกคลุมน้อย แต่อย่างไรก็ ตามไร่ร้างปรากฏกระจายขึ้นถึงยอดดอยอินทนนท์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณทิศตะ
วันตกด้านอำเภอแม่แจ่ม พื้นที่ไร่ร้างบางส่วนมีการปลูกป่าทดแทนโดยหน่วยจัดการ ต้นน้ำ กลุ่มจัดการต้นน้ำ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทำการปลูกไม้สน สามใบโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากพื้นที่ไร่ร้างดังกล่าวเป็นพื้นที่หมุนเวียนทำไร่ของชาว เขาเผ่าม้งซึ่งในปัจจุบันชาวเขาเผ่าม้งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เกือบทั้งหมดปลูกกะหล่ำปลี เนื่องจากการลงทุนต่ำและไม่ต้องดูแล |

|
|